นรีเวชทางเดินปัสสาวะและภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

นรีเวชทางเดินปัสสาวะ เป็นหน่วยการแพทย์ที่แยกย่อยมาจาก แผนก สูติ – นรีเวช ซึ่งส่วนใหญ่จะให้การตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษา ปัญหาที่เกี่ยวกับความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ และปัญหาเนื่องจาก ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน

สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่ออวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิง ได้แก่ มดลูก, ผนังช่องคลอด หรือทั้งสองอย่าง หย่อนลงมาจากตำแหน่งเดิมที่อยู่ภายในช่องคลอด หรือในบางรายอาจหย่อนออกมานอกช่องคลอด

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน

อาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงทุกวัย แต่เป็นภาวะที่มักพบได้ ในสุภาพสตรีที่มีอายุมาก โดยเฉพาะกับสุภาพสตรีที่เคยคลอดบุตร ที่มีขนาดตัวค่อนข้างตัวใหญ่, สุภาพสตรีที่ผ่านการคลอดบุตร มาแล้วหลายๆ ครั้ง ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานซ้ำๆ บ่อยครั้ง, สุภาพสตรีที่ผ่านระยะเวลา ในการทำงานที่ต้องใช้กำลังมาก ที่ส่งผลให้มีการเพิ่มความดันภายในช่องท้องมาเป็นเวลานาน, สุภาพสตรีที่สูบบุหรี่, สุภาพสตรีที่มีน้ำหนักตัวมาก (คนอ้วน) หรือสุภาพสตรีที่มีความผิดปกติของเนื้อเยื่อหรือกล้ามเนื้ออ่อนแอโดยกำเนิด รวมทั้งสุภาพสตรีที่มีความผิดปกติของระบบการหายใจส่วนบน (มีภาวะไอเรื้อรัง) 

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน

ชนิดที่ไม่รุนแรง สามารถรักษาได้โดยการขมิบช่องคลอด เพื่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนในระดับรุนแรง เช่น มดลูกหย่อนออกมานอกช่องคลอด จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อสร้างเสริมผนังช่องคลอดใหม่, การผ่าตัดใส่แผ่นพยุงมดลูก หรือโดยการผ่าตัดเย็บตรึงมดลูกให้ยึดติดกับเนื้อเยื่อใกล้เคียงที่อยู่ในช่องท้อง ทำให้มดลูกกลับไปยังตำแหน่งเดิม โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดมดลูกออก

แต่แนวทางปฏิบัติทางนรีเวชศาสตร์แบบดั้งเดิม สนับสนุนการผ่าตัดมดลูกและรังไข่ออก ในการรักษาภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน จากสถิติในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าในผู้หญิงที่ทำการผ่าตัดมดลูกออกราว 600,000 รายนั้น พบว่ามี 13% ของทั้งหมด เป็นการผ่าตัดมดลูกออกเนื่องจากภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน อย่างไรก็ตามยังมีข้อโต้แย้งกันว่า การผ่าตัดเอามดลูกออกนั้นอาจไม่จำเป็น ควรใช้การผ่าตัดเย็บตรึงมดลูก ซึ่งสามารถใช้ทดแทนกันได้

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน

ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ใหญ่ เกิดการหย่อนคล้อย อันเป็นผลเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ ที่อยู่ระหว่างผนังช่องคลอดด้านหน้าและด้านหลังตามลำดับ อาการของภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนนี้ อาจทำให้มีความรู้สึกว่ามีแรงดันถ่วงภายในอุ้งเชิงกราน หรือการที่มีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานยื่นออกมาจากช่องคลอด จนสามารถมองเห็นได้ อาการนี้เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น อาการของภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนขั้นรุนแรงในระดับ ขั้นที่ 3-4

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน อาจจะไม่สร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วยเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าการที่ตำแหน่งของอวัยวะต่างๆในอุ้งเชิงกรานที่เปลี่ยนไป สามารถก่อให้เกิดอาการ หรือส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินปัสสาวะและลำไส้ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมักจะรู้สึกว่ากระเพาะปัสสาวะปวดถ่วงมากกว่าปกติ เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เมื่อทำกิจวัตรต่างๆ ที่ใช้ร่างกาย เช่น การหัวเราะ, การไอ, การเดิน และ/หรือการวิ่ง รวมทั้งขณะมีเพศสัมพันธ์

เนื่องจากภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน

มีความซับซ้อน ส่งผลให้ในผู้ป่วยแต่ละคน ก็จะมีอาการแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าภาวะหย่อนยานนั้นเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนใด ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ไม่มารับการรักษา เพราะไม่มีอาการหรือมีอาการไม่มาก แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่มารับการรักษา เนื่องจากความอาย หรือไม่ทราบว่าภาวะดังกล่าวนี้สามารถรักษาได้ พบว่าถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ทั่วโลกจะพบผู้ป่วยภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนในเปอร์เซ็นต์สูง แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบคล้ายกันคือ ผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำ เนื่องจากมักคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ อีกทั้งเป็นเรื่องความเชื่อ หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่

ในทางการแพทย์แบ่งกลุ่มอาการ เนื่องจาก ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน ออกเป็น  3  กลุ่มอาการที่สำคัญ  ได้แก่

1) อาการเกี่ยวกับ การมีเพศสัมพันธ์

  • bullet_tick รู้สึกช่องคลอดหลวม ทำให้เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
  • bullet_tickมีลมหรือมีเสียงขณะมีเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ลดความพึงพอใจในการมีเพศสัมพันธ์

2) อาการเกี่ยวกับ การหย่อนของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนโดยตรง

  • bullet_tickมดลูกที่หย่อน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกรำคาญปวดหน่วง
  • bullet_tickมีอาการเดินลำบาก มีการเสียดสีของมดลูกที่หย่อน ขณะเดินหรือเคลื่อนไหว ทำให้มีแผลที่ปากมดลูกหรือมีตกขาวผิดปกติ

3) อาการเกี่ยวกับ ระบบทางเดินอุจจาระหรือระบบทางเดินปัสสาวะ

  •  bullet_tickมีอาการท้องผูก, กลั้นอุจจาระไม่ได้, มีภาวะปัสสาวะเล็ด, ปัสสาวะราด, ปัสสาวะบ่อย,  ปัสสาวะลำบาก
  • bullet_tickบางครั้งคนไข้ต้องดันก้อนมดลูก ที่หย่อนออกมานอกช่องคลอด ให้เข้าไปในช่องคลอดก่อน จึงจะถ่ายปัสสาวะได้

ซึ่งอาการทั้ง 3 กลุ่ม สามารถพบร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน สามารถแบ่งได้เป็น

  • bullet_tickภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน เนื่องจากมดลูกหย่อน
  • bullet_tickภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน เนื่องจากผนังช่องคลอดด้านหน้าหย่อน
  • bullet_tickภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน เนื่องจากผนังช่องคลอดด้านหลังหย่อน
  • bullet_tickภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน เนื่องจากทั้ง 3 ส่วนหย่อนพร้อมกัน คือ มดลูกหย่อนร่วมกับผนังช่องคลอดทั้งด้านหน้าและด้านหลังหย่อน

นอกจากนี้ ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน สามารถแบ่งตามอวัยวะที่หย่อนคล้อยแตกต่างกันดังนี้

  • bullet_tickเนื่องจากมดลูกหย่อน ลงมาในช่องคลอด ( Uterine Prolapse) มักจะเกิดขึ้นเมื่อมดลูกเคลื่อนตัวหย่อนลงมาจากตำแหน่งปกติ ระดับความรุนแรงมีความหลากหลาย โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเคลื่อนตัวลงดังกล่าว ทำให้เกิดน้ำหนักกดลงที่ปากช่องคลอด หรือมีความรู้สึกเหมือนว่ามดลูกกำลังขยับตัวลง–เหมือนจะหลุดออกจากช่องคลอด
  • bullet_tickเนื่องจากท่อปัสสาวะหย่อน ลงมาในช่องคลอด (Urethrocele) มักเกิดขึ้นร่วมกับภาวะกระเพาะปัสสาวะหย่อน ซึ่งอาการที่พบได้ คือ มักมีปัสสาวะเล็ดออกมาโดยไม่รู้ตัว และกลั้นปัสสาวะไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีแรงดันในช่องท้องที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการเดิน, การกระโดด, การไอ, การจาม, การหัวเราะ, การเคลื่อนไหว หรือการออกกําลังกาย
  • bullet_tickเนื่องจากกระเพาะปัสสาวะหย่อน ลงมาในช่องคลอด (Cystocele) เกิดขึ้นเมื่อกระเพาะปัสสาวะเคลื่อนตัวหย่อนลงมาจากตำแหน่งปกติ ทำให้มีอาการผิดปกติเนื่องจากภาวะปัสสาวะลําบาก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ หรืออาจทำให้มีอาการปัสสาวะเล็ด ในขณะช่วงที่มีการทํากิจกรรมทางกายภาพบางอย่าง
  • bullet_tickเนื่องจากลำไส้ส่วนบนหรือส่วนของลำไส้เล็กหย่อน ลงมาในช่องคลอด (Enterocele) เป็นการเคลื่อนตัวของลำไส้เล็กไปดันผนังช่องคลอดด้านหลัง
  • bullet_tickเนื่องจากลำไส้ใหญ่ส่วนปลายหย่อน ลงมาในช่องคลอด (Rectocele) เกิดขึ้นเมื่อลำไส้ใหญ่หรือลำไส้ตรงดันผนังช่องคลอด หรือดันผนังช่องคลอดให้ยื่นออกจากช่องคลอด ภาวะลำไส้ส่วนปลายหย่อน มักมีสาเหตุมาจาก อาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการคลอดบุตร ส่วนของลำไส้ใหญ่ที่ยื่นออกมาในช่องคลอดนั้น ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวได้ยาก จึงเกิดอาการท้องผูกเรื้อรัง

 

  

หัวข้อน่าสนใจ

การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด แบบเสริมแผ่นพยุง

 

 

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนหรือภาวะกระบังลมหย่อน ที่แบ่งตามอวัยวะหย่อนคล้อยชนิดต่างๆ

 

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนหรือภาวะกระบังลมหย่อน ที่แบ่งตามอวัยวะที่หย่อนคล้อยชนิดต่างๆ

 

 

ในทางการแพทย์ สามารถแบ่งระดับความรุนแรงของ ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน ออกเป็น  4  ระดับ

  • bullet_tickระดับ  1  คือ มีอาการช่องคลอด ไม่ค่อยกระชับ
  • bullet_tickระดับ  2  คือ มีภาวะช่องคลอดหย่อน ที่สังเกตเห็นได้ แต่เนื้อเยื่อผนังช่องคลอดที่หย่อน  ยังไม่โผล่ออกมาด้านนอกของช่องคลอด
  • bullet_tickระดับ  3  คือ มีภาวะที่มีการหย่อนของผนังช่องคลอด และมีเนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดที่หย่อน ออกมาจากช่องคลอดออกมาบางส่วน
  • bullet_tickระดับ  4 คือ กรณีที่มีการหย่อนของผนังช่องคลอดมากที่สุด คือเนื้อเยื่อของผนังช่องคลอด รวมทั้งมดลูก–หย่อนออกมาจากช่องคลอดทั้งหมด สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

 

 

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนอย่างรุนแรง ระดับ 3

 
 ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนอย่างรุนแรง ระดับ 3
 
ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนอย่างรุนแรง ระดับ 4

 

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนอย่างรุนแรง ระดับ 4
 

 

การวินิจฉัย ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน ต้องอาศัยสิ่งต่อไปนี้

  • bullet_tickการซักประวัติ และตรวจร่างกาย (History and Physical Examination) 
  • bullet_tickการตรวจสอบการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยการวัดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และโดยการวัดความสามารถในการพยุงท่อปัสสาวะ ของกล้ามเนื้อในช่องคลอด
  • bullet_tickการวัดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่พยุงช่องคลอด รวมทั้งกล้ามเนื้อหูรูดทางเดินปัสสาวะและทางเดินอุจจาระ (Strength of Pelvic Floor and Sphincter Muscles)
  • bullet_tickการส่องกล้องเข้าทางท่อปัสสาวะ (Urethrocystoscopy) อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะด้านใน
  • bullet_tickการตรวจสอบโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) กับระบบอวัยวะสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะ
  • bullet_tickการตรวจสอบโดยใช้ Magnetic resonance imaging (MRI) กับระบบอวัยวะสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะ

กล่าวโดยสรุปคือ แพทย์สามารถให้การวินิจฉัย ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือภาวะกระบังลมหย่อน ได้จากการสอบถามอาการผิดปกติ ร่วมกับการตรวจภายใน และการตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะอาศัยผลลัพธ์ที่ได้ แล้วทำการประเมินระดับความรุนแรงของภาวะนี้ เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

อ่านต่อ>>