การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

ขั้นตอนการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยการดมยาสลบ เมื่อผู้ป่วยหลับแพทย์จึงจะทําการผ่าตัด โดยเริ่มจากการผ่าตัดทางด้านหน้าของผนังช่องคลอด โดยการเลาะเอาผนังช่องคลอดด้านหน้า ส่วนเกินที่ยื่นเข้าไปในช่องคลอดทิ้ง ดังนั้นผนังช่องคลอดทางด้านหน้าจะขาดออกจากกันเป็นรูปลิ่ม หรือตัววีกลับหัว ( V ) –(โดยที่ด้านแหลมของตัว V อยู่ใกล้กับปากช่องคลอด-ด้านกว้างของตัว V อยู่ใกล้กับปากมดลูก)—หลังจากนั้นแพทย์จะนําขอบแผลทั้งสองข้าง (หรือขาของตัว Vทั้งสองข้าง) มาชิดกันใหม่–แล้วจะทําการเย็บขอบแผลให้ติดกันด้วยไหมละลายช้า โดยเริ่มที่ด้านแหลมของตัว V ที่อยู่ใกล้กับปากช่องคลอดก่อน (ดังรูป) โดยจะทําการเย็บซ่อมผนังช่องคลอดตลอดความยาวทั้งหมดของผนังช่องคลอดทางด้านหน้า–โดยทําการเย็บทั้งหมด 2 หรือ 3 ชั้นตามความเหมาะสม และเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการเกิดแผลแยก ที่จะทําให้เกิดภาวะเลือดออกผิดปกติ

 

 

การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าช่องคลอด
 
การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าช่องคลอด

 

 

  • bullet_tickหลังจากนั้นแพทย์ก็จะทําการผ่าตัดในกระบวนการเช่นเดียวกัน ที่ทางด้านหลังของผนังช่องคลอด โดยแพทย์จะทําการผ่าตัดเลาะเอาผนังช่องคลอดด้านหลังส่วนเกินที่ยื่นเข้าไปในช่องคลอดทิ้ง ดังนั้นผนังช่องคลอดทางด้านหลังจะขาดออกจากกันเป็นรูปลิ่มหรือตัววีกลับหัว ( V ) โดยที่ด้านแหลมของตัว V อยู่ใกล้กับปากมดลูก-ด้านกว้างของตัว V อยู่ใกล้กับปากช่องคลอด
  • bullet_tickหลังจากนั้นแพทย์จะนําขอบแผลทั้งสองข้างหรือขาของตัว V ทั้งสองข้างมาชิดกันใหม่–แล้วจะทําการเย็บขอบแผลให้ติดกันด้วยไหมละลายช้า โดยเริ่มที่ด้านแหลมของตัว V ที่อยู่ใกล้กับปากมดลูกก่อน–ทั้งนี้แพทย์จะทําการเย็บซ่อมผนังช่องคลอดตลอดความยาวทั้งหมดของผนังช่องคลอดทางด้านหลัง (ดังรูป) โดยทําการเย็บทั้งหมด 2 หรือ 3 ชั้นตามความเหมาะสม

 

 

การผ่าตัดตกแต่งด้านหลังช่องคลอด
 
การผ่าตัดตกแต่งด้านหลังช่องคลอด

 

 

  • bullet_tickผลลัพธ์ที่ได้คือจะทำให้ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้นด้วย ผู้ป่วยจำเป็นต้องใส่ผ้ากอซ (vagina packing ) ไว้ในช่องคลอด 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด เพื่อช่วยห้ามเลือด และใส่สายสวนปัสสาวะไว้ 3-5 วันหลังการผ่าตัด

ขั้นตอนหลัง การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickหลังเสร็จจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการสังเกตอาการที่ห้องพักฟื้น 1-2 ชั่วโมง เมื่อผู้ป่วยรู้สึกตัวดี, สัญญาณชีพปกติ–วิสัญญีแพทย์จึงจะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับไปนอนพัก เพื่อสังเกตอาการต่อที่ตึกผู้ป่วยใน ผู้ป่วยอาจมีอาการมึนงง, เวียนศีรษะหรือคลื่นไส้อาเจียน จากการดมยาสลบ ภาวะนี้จะดีขึ้นได้เอง เมื่อระดับยาในร่างกายลดลง
  • bullet_tickที่ตึกผู้ป่วยใน ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดจะได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังการผ่าตัด, ยาระบายเ พื่อป้องกันภาวะท้องผูก, ยาแก้อักเสบและยาพาราเซตามอล ที่ช่วยลดอาการปวดแผลผ่าตัด กรณีผู้ป่วยมีอาการปวดแผลมากไม่ดีขึ้นหลังการรับประทานยาแก้ปวด กรุณาแจ้งพยาบาล เพื่อขอรับยาแก้ปวดชนิดฉีด เพื่อบรรเทาอาการปวด
  • bullet_tickในระยะ 2-3 วันแรกหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกปวดที่บริเวณก้นกบ เนื่องจากการผ่าตัดมีการเย็บผนังด้านหลังของช่องคลอดส่วนบน ที่อยู่ใกล้กับปากมดลูก ซึ่งมีเอ็นยึดบริเวณปากมดลูกกับกระดูกก้นกบ รวมทั้งผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเบ่งคล้ายอยากถ่ายอุจจาระตลอดเวลา เนื่องจากมีการเย็บบริเวณส่วนที่กั้นระหว่างปากช่องคลอดกับทวารหนักที่มีหูรูดทวารหนักอยู่ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรนอนพัก เพื่อลดอาการปวดอันเนื่องมาจากการอักเสบของแผลผ่าตัด และควรหลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระ เนื่องจากภาวะท้องผูก โดยการรับประทานยาระบาย
  • bullet_tick หลังการผ่าตัดมีความจำเป็นที่จะต้องใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ โดยเฉพาะในระยะ 3-5 วันแรกหลังการผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีปัสสาวะคั่งค้าง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบ อันเนื่องมาจากภาวะปัสสาวะลำบากหลังผ่าตัด ซึ่งเกิดจากภาวะตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณรอบปากช่องคลอด หลังจากการผ่าตัดในระยะแรก หลังจากนั้นเมื่อภาวะตึงตัวของกล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอดลดลง ผู้ป่วยก็จะสามารถปัสสาวะได้เองตามปกติ
  • bullet_tickในระยะ 3-5 วันแรกหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยไม่ควรอาบน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อของแผลผ่าตัด (อาจใช้การเช็ดตัวไปก่อน) ซึ่งการทำความสะอาดบริเวณแผลผ่าตัดหลังการถ่ายอุจจาระ สามารถทำได้โดยล้างผ่านน้ำเปล่าแล้วซับเบาๆให้แห้ง
  • bullet_tickหลังการผ่าตัด 3-5 วัน ผู้ป่วยจะได้รับการถอดสายสวนปัสสาวะ จากนั้นแพทย์หญิง วิทัศศนา จะทําการตรวจแผลผ่าตัด ิเพื่อดูว่าไม่มีเลือดออกมากผิดปกติ และเมื่อมีการสอบถาม เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถตอบคําถามได้ถูกต้อง รวมทั้งผู้ป่วยสามารถปัสสาวะได้เอง แพทย์หญิง วิทัศศนา จึงจะอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้

ขั้นตอนการดูแลหลัง การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickเมื่อกลับบ้าน ผู้ป่วยจะได้รับยาปฏิชีวนะ, ยาแก้อักเสบและยาพาราเซตามอล รวมทั้งยาระบาย ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะควรรับประทานให้ครบทั้งหมด
  • bullet_tickหลังการผ่าตัด 3-5 วัน ผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ ซึ่งผู้ป่วยควรทำความสะอาดแผลผ่าตัดบริเวณปากช่องคลอดด้วยการฟอกสบู่ขณะอาบน้ำ ในตอนเช้าและ/หรือก่อนนอนทุกครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรพยายามทำความสะอาดในช่องคลอด โดยการล้วงเข้าไปในช่องคลอด หรือพยายามฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเข้าไปในช่องคลอด
  • bullet_tickผู้ป่วยควรจะต้องหยุดทำงาน และงดกิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำเป็นประจำในระยะ 5-7 วันแรกหลังการผ่าตัด ซึ่งก็จะช่วยให้แผลผ่าตัดไม่ถูกขยับไปมาเกือบตลอดเวลาหลังการผ่าตัด ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน จากภาวะแผลแยกหลังการผ่าตัดได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระจากภาวะท้องผูก โดยการรับประทานยาระบาย 
  • bullet_tickอาจมีเลือดสีแดงจางๆออกจากช่องคลอด ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด ดังนั้นผู้ป่วยควรใส่ผ้าอนามัย เพื่อสังเกตปริมาณเลือดที่ออกจากช่องคลอด กรณีมีเลือดออกมากชุ่มผ้าอนามัย หรือมีเลือดออกเป็นก้อนสีแดงสด กรุณาโทรติดต่อโรงพยาบาลทันที เพื่อขอรับคำแนะนำ หรือกลับมาพบแพทย์ เพื่อตรวจแผลผ่าตัด
  • bullet_tickในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ผู้ป่วยควรพยายามหลีกเลี่ยงความอับชื้นบริเวณแผลผ่าตัด เพื่อช่วยให้แผลผ่าตัดแห้งและหายเร็วขึ้น สำหรับการทำความสะอาดบริเวณบริเวณปากช่องคลอดหลังปัสสาวะ สามารถทำได้โดยการซับด้วยทิชชูเปียก (Sanitary Wipes) และการทำความสะอาดหลังการถ่ายอุจจาระ โดยการล้างผ่านน้ำเปล่าแล้วซับเบาๆให้แห้ง 
  • bullet_tickหลังการผ่าตัดอาจมีตกขาวสีเหลืองเข้ม หรือตกขาวมีสีคล้ายหนองนาน 6-8 สัปดาห์  เนื่องจากภายในช่องคลอดจะเต็มไปด้วยสารคัดหลั่งและแบคทีเรียต่างๆ ทําให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อที่ผ่าตัดและไหมที่เย็บแผลผ่าตัดในช่องคลอด ทั้งนี้ต้องใช้เวลานาน 6-8 สัปดาห์ แผลที่ผ่าตัดจึงจะติดดีและไหมจะละลายหมด ดังนั้นผู้ป่วยโปรดอย่ากังวลใจ ยกเว้นในกรณีตกขาวมีกลิ่นเหม็น ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องได้รับยารับประทานเพิ่มเติม
  • bullet_tickหลังการผ่าตัดผู้ป่วยอาจมีตกขาวสีขาวปนเขียว หรือมีอาการคันในช่องคลอดมากกว่าปกติหลังการผ่าตัด เนื่องจากเชื้อราภายในช่องคลอด ซึ่งเกิดตามหลังการรับประทานยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้โดยทั่วไปแพทย์จะจัดยาฆ่าเชื้อราให้รับประทาน หลังหยุดยาปฏิชีวนะ 1 สัปดาห์ หรือให้ยาเหน็บช่องคลอดฆ่าเชื้อรา เมื่อแผลผ่าตัดหายดีแล้ว หรือหลังการผ่าตัด 6-8 สัปดาห์
  • bullet_tick ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิดหลังการผ่าตัด แต่ควรยกเว้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ของหมักดองและงดสูบบุหรี่ อย่างน้อย 15 วันหลังการผ่าตัด

 

 

ต้องการอ่านเพิ่มเติม

คำแนะนำหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด  

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

 

 

 

การผ่าตัดรีแพร์ด้านหน้าและด้านหลังผนังช่องคลอด

 

 

 

วันนัดหลัง การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ครั้งที่ 1

  • bullet_tickผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ตามนัด ทั้งนี้แพทย์หญิง วิทัศศนา จะนัดตรวจแผลผ่าตัดครั้งแรกหลังการผ่าตัด 1-2 สัปดาห์ และให้คำแนะนำในการดูแลหลังการผ่าตัดเพิ่มเติม รวมทั้งให้การรักษาในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด 

การพักฟื้นหลัง การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickวิธีการพักฟื้นหลังการผ่าตัด อาจจะแตกต่างกันออกไป ในผู้ป่วยแต่ละคน ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด บริเวณที่ทำการผ่าตัดยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ค่อนข้างมาก ดังนั้นผู้ป่วยควรจะค่อยๆ เริ่มกลับมาทำกิจกรรมทางกายภาพต่างๆ ที่ต้องใช้กำลังได้เล็กน้อยและยกของเบาๆ ได้  แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางกายภาพที่ต้องเดินมากๆ และการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ 
  • bullet_tickในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 2 จนถึงสัปดาห์ที่ 4 หลังการผ่าตัด บริเวณที่ทำการผ่าตัดอาจจะยังคงเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมทางกายภาพต่างๆ ที่ต้องใช้กำลังปานกลางได้พอควร แต่ควรงดการออกกําลังกายทุกชนิด
  • bullet_tickในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 4 จนถึงสัปดาห์ที่ 6 หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆทางกายภาพที่ต้องใช้กำลังปานกลางได้มากขึ้น และผู้ป่วยสามารถออกกำลังกายที่ใช้แรงของลำตัวช่วงบนได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางกายภาพที่ต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน ที่ส่งผลกระทบต่อแผลผ่าตัด เช่น การวิ่งออกกำลังกายหรือการเดินเร็ว, การแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำ, การว่ายน้ำ, การออกกําลังกายยกนํ้าหนัก, การขี่จักรยาน, การเล่นโยคะและการซิทอัพ รวมทั้งควรงดการมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์

วันนัดหลัง การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ครั้งที่ 2

  • bullet_tickโดยทั่วไปจะมีการนัดตรวจแผลผ่าตัดครั้งที่ 2 หลังการผ่าตัด 6-8 สัปดาห์ เพื่อติดตามผลลัพธ์หลังการผ่าตัด รวมทั้งให้คําแนะนําก่อนการเริ่มมีเพศสัมพันธ์ 
  • bullet_tickไหมที่ใช้เย็บแผลผ่าตัด เป็นไหมที่ละลายช้าภายใน 6-8 สัปดาห์ แต่พบว่าในผู้ป่วยบางราย อาจใช้เวลานานมากกว่าปกติ ไหมจึงจะละลายหมด ทำให้เกิดอาการระคายเคืองจากไหมที่ใช้เย็บในการผ่าตัด ในผู้ป่วยที่มีอาการคันหรืออาการระคายเคืองมาก แนะนำให้รับประทานยาแก้แพ้ เพื่อช่วยบรรเทาอาการคัน 

ราคาค่าผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickราคาผ่าตัดเหมาจ่ายนี้ ไม่รวมถึงการตรวจเพิ่มเติมทางเคมี และค่าปรึกษาแพทย์ทางอายุรกรรม ซึ่งจำเป็นในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว รวมทั้งไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายกรณีที่มีการผ่าตัดแก้ไข เพื่อให้ผู้ป่วยพอใจผลลัพธ์ของการผ่าตัดตามที่ผู้ป่วยต้องการ
  • bullet_tickในกรณีที่ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดมีภาวะแทรกซ้อน เช่น มีเลือดออกมากผิดปกติจากแผลผ่าตัด, แผลผ่าตัดแยก รวมทั้งการเกิดรูรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอด หรือเกิดรูรั่วระหว่างลําไส้กับช่องคลอด ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องจนกว่าภาวะดังกล่าวจะดีขึ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ยกเว้นแต่ในกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อน เกิดจากการปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องของผู้ป่วย หรือในกรณีผู้ป่วยมีเพศสัมพันธ์ก่อนแพทย์อนุญาต ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเองทั้งหมด ไม่ว่าจะรักษาเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลใดก็ตาม

ราคาผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด (ค่าผ่าตัด กระบังลมหย่อน)

  • bullet_tickราคาผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด (ค่าผ่าตัดกระบังลมหย่อน) – 38,000  บาท 
  • bullet_tickราคาผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด โดยเลเซอร์ (ค่าผ่าตัดกระบังลมหย่อน โดยเลเซอร์) – 60,000  บาท 

การทำผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด เพื่อแก้ปัญหากระบังลมหย่อนเป็นหนึ่งในศัลยกรรมนรีเวชทางเดินปัสสาวะ ที่มีความซับซ้อนและละเอียดมากที่สุดชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ต้องอาศัยความรู้, ความเข้าใจในโครงสร้างทางกายวิภาคของอุ้งเชิงกราน และทักษะการผ่าตัดที่ดีของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นผู้เข้ารับบริการจำเป็นต้องคำนึงถึงประสบการณ์ของแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด