ภาวะปัสสาวะเล็ดในคุณผู้หญิง (Urinary Incontinence in women) 2

การวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเล็ดต้องอาศัยสิ่งต่อไปนี้

  • thumb_IMG_2501_1024bullet_tickการซักประวัติและตรวจร่างกาย (History and Physical Examination) โดยละเอียด
  • bullet_tickการตรวจเลือด และการตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจค้นเกี่ยวกับความผิดปกติบางอย่างทางห้องปฏิบัติการ
  • bullet_tickการตรวจสอบการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยการวัดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ (Residual Urine) และโดยการวัดความสามารถในการพยุงท่อปัสสาวะของกล้ามเนื้อในช่องคลอด (Cotton swab test)
  • bullet_tickการตรวจสอบการเคลื่อนตัวของปัสสาวะ (Urodynamic studies) เป็นการตรวจสอบการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยใช้เวลา 40 ถึง 60 นาทีและไม่มีอาการเจ็บปวด
  • bullet_tickการส่องกล้องเข้าทางท่อปัสสาวะ (Urethrocystoscopy) อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะด้านใน
  • bullet_tickการตรวจสอบโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) กับระบบอวัยวะสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะ

กล่าวโดยสรุปคือ แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยภาวะปัสสาวะเล็ดได้จากการสอบถามอาการผิดปกติ ร่วมกับการตรวจภายใน และการตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการ โดยแพทย์จะอาศัยผลลัพธ์ที่ได้ แล้วทำการประเมินระดับความรุนแรงของภาวะนี้ เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

ข้าพเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าพเจ้ากลั้นปัสสาวะไม่ได้ ?

เพื่อเป็นตัวกำหนดว่า คุณอาจจะกำลังมีปัญหาอยู่กับการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ โปรดถามคำถามเหล่านี้กับตัวของคุณ
  • bullet_tickคุณมีปัสสาวะไหลอยู่ตลอดเวลาหรือไม่?
  • bullet_tickปัสสาวะของคุณไหลโดยไม่คาดคิดใช่ไหม?
  • bullet_tickคุณมีปัญหาเวลากลั้นปัสสาวะ ซึ่งทำให้คุณต้องรีบไปเข้าห้องน้ำใช่ไหม?
  • bullet_tickอาการปัสสาวะเล็ด ทำให้คุณเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณใช่ไหม?
  • bullet_tickปัจจุบันคุณกำลังสวมแผ่นหรือแผ่นซับใน เพื่อป้องกันการรั่วซึมใช่หรือไม่?
  • bullet_tickคุณมีปัสสาวะเล็ดระหว่างการไอ จาม หัวเราะ ย่อตัว ออกกำลังกายหรือยกของหนัก?
  • bullet_tickเมื่อคุณวางแผนการเดินทางหรือออกไปข้างนอก คุณตัดสินใจที่จะไปในที่-ที่มีห้องน้ำด้วยใช่ไหม?
ถ้าคุณตอบว่า “ใช่” ในคำถามต่างๆเหล่านี้ ขั้นต่อไปของคุณต้องปรึกษากับคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการดูแลสุขภาพ

การแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ดจากการมีแรงดันเพิ่มในช่องท้องทำได้ 2 วิธี คือ

1) วิธีการไม่ผ่าตัด 

  • bullet_tick1.1) การใส่ตัวพยุงในช่องคลอด (Vaginal Pessary) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปัสสาวะเล็ด ผู้ป่วยสามารถใส่อุปกรณ์เหล่านี้ เฉพาะตอนออกกำลังกายหรือใส่ไว้ตลอดเวลา อาจช่วยป้องกันหรือลดอาการปัสสาวะเล็ดได้ อย่างไรก็ตามการใส่ตัวพยุงในช่องคลอดเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะเล็ดเพียงเล็กน้อย หรือผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรอการผ่าตัด
  • bullet_tick1.2) การขมิบกล้ามเนื้อของช่องคลอด (Kegel Exercise) ซึ่งเป็นวิธีปลอดภัยที่สุด เป็นวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปัสสาวะเล็ดจากการมีแรงดันเพิ่มในช่องท้อง พบว่าส่วนใหญ่ของสตรีมีอาการปัสสาวะเล็ดลดลง หลังได้รับการฝึกบริหารกล้ามเนื้อของช่องคลอด (Kegel Exercise) อย่างไรก็ตามผลลัพธ์สูงสุดที่ได้รับจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่นเดียวกับการทำกายบริหารอื่นๆ โดยทั่วไปการฝึกบริหารกล้ามของช่องคลอด (Kegel Exercise) จะเห็นผลดีที่สุดเมื่อมีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอนาน 3-6 เดือน
  • bullet_tick1.3) การใช้เลเซอร์รักษาภาวะ ไอ จามปัสสาวะเล็ดแบบที่ไม่มีบาดแผล เลเซอร์สามารถช่วยรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดในสุภาพสตรีได้โดยไม่ต้องเข้ารับผ่าตัดโดยสายเทปคล้องใต้ท่อปัสสาวะ TVT-O หรือ การผ่าตัดโดยสายเทปคล้องใต้ท่อปัสสาวะ MiniArc แต่ก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน คือ ควรใช้รักษาในสุภาพสตรีที่มีภาวะไอจามปัสสาวะเล็ดที่ไม่รุนแรง หรือในสุภาพสตรีที่มีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดโดยสายเทปคล้องใต้ท่อปัสสาวะ TVT-O หรือ การผ่าตัดโดยสายเทปคล้องใต้ท่อปัสสาวะ MiniArc ได้ แต่การทำเลเซอร์นี้มีข้อเสีย คือผลการรักษาที่ได้ได้ผลเพียงชั่วคราวทำ 1 คอร์ส สามารถช่วยรักษาภาวะ ไอ จาม ปัสสาวะเล็ดได้ 1 ปี

2) วิธีการผ่าตัด 

การผ่าตัดแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ด ถือเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนและละเอียดมากที่สุดชนิดหนึ่ง ที่มีการให้บริการอยู่ในปัจจุบัน โดยต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจของโครงสร้างทางกายวิภาค และทักษะการผ่าตัดที่ความแม่นยำเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ศัลยแพทย์โดยส่วนมากขาดประสบการณ์ หรือมีประสบการณ์ทางด้านศัลยกรรมประเภทนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นผู้เข้ารับบริการจำเป็นต้องคำนึงถึงประสบการณ์ของแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด การผ่าตัดที่นิยมและได้ผลในปัจจุบัน ได้แก่

  • bullet_tick1.1) การผ่าตัดเย็บเนื้อเยื่อของช่องคลอด ที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะไปแขวนยึดกับด้านหลังของกระดูกหัวหน่าว ด้วยวัสดุที่ไม่ละลาย เพื่อพยุงบริเวณคอกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไม่เล็ดขณะมีแรงดันเพิ่มในช่องท้อง
  • bullet_tick1.2) การฉีดสาร Bulking agents พื่อป้องกันการเปิดตัวของท่อปัสสาวะก่อนกำหนด เป็นการฉีดสารเข้าไปที่บริเวณรอบๆคอกระเพาะปัสสาวะและหูรูดท่อปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะ เพื่อให้นูนหนาขึ้นจนท่อปัสสาวะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลดลง สารที่ใช้ฉีดมีหลายชนิดรวมทั้งไขมันและคอลลาเจน สามารถทำการฉีดสารเหล่านี้ได้ที่คลินิกผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล อาจทำภายใต้การให้ยาสลบหรือให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะที่ บางครั้งอาจจำเป็นต้องฉีดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง
  • bullet_tick1.3) การผ่าตัดตกแต่งทางด้านหน้าและด้านหลังของช่องคลอด (A-P Vaginal Repair) เป็นการผ่าตัดเอาผนังช่องคลอดและเนื้อเยื่อส่วนเกินทั้งด้านหน้าและด้านหลังของผนังช่องคลอดที่ยื่นเข้าไปในช่องคลอดออกไป รวมทั้งการตกแต่งกระเพาะปัสสาวะและลำไส้หย่อน ด้วยวิธีการนี้จะทำให้ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนดีขึ้น ทั้งนี้ในกรณีของการรักษาเรื่องภาวะไอ จามปัสสาวะเล็ดนั้น การผ่าตัด A-P รีแพร์ไม่สามารถรักษาอาการดังกล่าวได้ถาวร ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะมีปัสสาวะเล็ดได้อีกภายในเวลา 5 ปีหลังการผ่าตัด
  • bullet_tick1.4) การผ่าตัดใส่สายเทปคล้องใต้ท่อปัสสาวะ  TVT-O หรือ MiniArc คือ ขั้นตอนในการผ่าตัดแบบใหม่ล่าสุดและปลอดภัย  สำหรับการผ่าตัดแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ด เป็นนวัตกรรมที่ใช้พื้นที่ในการผ่าตัดน้อยที่สุด อัตราความสำเร็จ สูงถึง 85% -90 %
แนวทางการรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดดังกล่าวทั้งหมด ได้แก่ การใส่ตัวพยุงในช่องคลอด (Vaginal Pessary) การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยการขมิบช่องคลอด (Kegel Exercise) การทําเลเซอร์รักษาภาวะปัสสาวะเล็ดชนิดที่ไม่รุนแรงและการผ่าตัดโดยวิธีต่างๆเหล่านี้ เป็นนวัตกรรมการรักษาที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ และเนื่องด้วยความต้องการที่จะแก้ปัญหาภาวะปัสสาวะเล็ดมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการพัฒนาวิธีการและเทคนิคในการแก้ไขภาวะปัสสาวะเล็ดโดยวิธีอื่นๆเกิดขึ้น ซึ่งในแง่ของการศึกษายังไม่สามารถสรุปถึงประโยชน์ของนวัตกรรมดังกล่าวได้