ความเสี่ยง, อาการข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

 1) อาการมึนงงและอาการปวดบริเวณแผลผ่าตัด หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ผู้ป่วยอาจมีอาการมึนงง, เวียนศีรษะ, คลื่นไส้หรืออาเจียน จากการดมยาสลบ ภาวะนี้จะดีขึ้นเองเมื่อระดับยาในร่างกายลดลง
  • thumb_IMG_2424_1024bullet_tickในระยะ 2-3 วันแรกหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดบริเวณแผลผ่าตัดและบริเวณก้นกบ เนื่องจากการผ่าตัดมีการเย็บผนังด้านหลังของผนังช่องคลอดส่วนบนที่ใกล้กับปากมดลูก ซึ่งมีเอ็นยึดบริเวณปากมดลูกกับกระดูกก้นกบ รวมทั้งผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเบ่งคล้ายอยากถ่ายอุจจาระตลอดเวลา เนื่องจากมีการเย็บบริเวณส่วนที่กั้นระหว่างลำไส้ตรงกับปากช่องคลอดที่มีหูรูดทวารหนักอยู่ ควรนอนพักเพื่อลดอาการปวดเบ่งและลดภาวะอักเสบบริเวณแผลผ่าตัด หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระจากภาวะท้องผูก โดยการรับประทานยาระบาย 
  • bullet_tickที่ตึกผู้ป่วยในผู้ป่วยที่มีอาการปวดแผลผ่าตัดมากไม่ดีขึ้นหลังการรับประทานยาแก้ปวด กรุณาแจ้งพยาบาล เพื่อขอรับยาแก้ปวดชนิดฉีด เพื่อบรรเทาอาการปวด
  • bullet_tickเมื่อกลับบ้านวิธีการพักฟื้นอาจจะแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละคน แต่ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ควรจะต้องหยุดทำงาน และงดกิจกรรมต่างๆที่เคยทำเป็นประจำในระยะ 5-7 วันแรกหลังการผ่าตัด ซึ่งได้แก่ การเดินหรือการขึ้นลงบันได รวมทั้งควรนอนพักสังเกตอาการ เพื่อลดอาการปวดอันเนื่องมาจากภาวะอักเสบของแผลผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดบริเวณแผลผ่าตัดมากขึ้น ผู้ป่วยควรกลับมาพบแพทย์ โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

2) มีภาวะปัสสาวะลําบากหรือปัสสาวะไม่ออก หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickในการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ผู้ป่วยจําเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะไว้ 3-5 วันหลังการผ่าตัด และโดยทั่วไปเมื่อครบกําหนดแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถปัสสาวะได้เองหลังการถอดสายสวนปัสสาวะ 
  • bullet_tickอย่างไรก็ตามพบว่ามีผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการปัสสาวะไม่ออกหรือมีอาการปัสสาวะลำบากหลังการถอดสายสวนปัสสาวะหลังการผ่าตัด 3-5 วัน ซึ่งพบได้ประมาณน้อยกว่าร้อยละ 1 ทั้งนี้มักจะพบในผู้ป่วยที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนชนิดรุนแรง ที่เกิดภาวะแผลอักเสบแล้วทำให้เกิดอาการปวดแผลผ่าตัด ซึ่งทำให้มีการเกร็งของกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานและส่งผลต่อการคลายตัวของหูรูดของท่อปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลำบาก และมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะทางเดินปัสสาวะอักเสบ ในผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น โดยทั่วไปจําเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะกลับบ้าน ทั้งนี้โดยทั่วไปแพทย์จะนัดถอดสายสวนปัสสาวะหลังจากนั้นอีกประมาณ 3-5 วัน 
  • bullet_tickกรณีที่ผู้เข้ารับการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด มีอาการปัสสาวะลำบากหลังการผ่าตัด ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการมีปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะ จําเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะ ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่อง จนกว่าภาวะดังกล่าวจะดีขึ้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

3) ภาวะเลือดคั่งหรือภาวะเลือดออกมากผิดปกติ หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickอาจพบได้ประมาณน้อยกว่าร้อยละ 1 ดังนั้นผู้ป่วยหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ไม่ควรรับประทานยาในกลุ่มแอสไพริน หรือกลุ่มยาลดการแข็งตัวของเลือด 10-15 วันก่อนหรือหลังการผ่าตัด
  • bullet_tickหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด บริเวณที่ทำการผ่าตัดบริเวณที่ทำการผ่าตัดมีความเสี่ยงค่อนข้างมากต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเกิดแผลแยก ซึ่งทำให้เกิดเลือดออกมากผิดปกติได้ เนื่องจากช่องคลอดเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดค่อนข้างมาก อีกทั้งหลังการผ่าตัดแผลผ่าตัดจะถูกขยับไปมาเกือบตลอดเวลา เนื่องจากแผลผ่าตัด เพราะอยู่ในบริเวณที่จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกราน ดังนั้นแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องให้ความระมัดระวังในการผ่าตัด โดยทําการเย็บแผลผ่าตัดทั้งหมด 2-3 ชั้น รวมทั้งมีเทคนิคการเย็บแผลผ่าตัดที่ดีในการป้องกันการเกิดภาวะแผลแยก ในส่วนของผู้ป่วยควรจะต้องหยุดทำงาน และงดกิจกรรมทางกายภาพต่างๆที่เคยทำเป็นประจำในระยะ 5-7 วันแรกหลังการผ่าตัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งได้แก่ การเดินหรือการขึ้นลงบันได รวมทั้งต้องงดการออกกำลังกายหลังการผ่าตัดอย่างน้อย 6 สัปดาห์
  • bullet_tickกรณีหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด ผู้ป่วยมีเลือดออกมากชุ่มผ้าอนามัย หรือมีเลือดออกเป็นก้อนสีแดงสด กรุณาโทรติดต่อโรงพยาบาลทันที เพื่อขอรับคำแนะนำ หรือกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจแผลผ่าตัด

4) การเกิดแผลแยก, แผลอักเสบหรือแผลติดเชื้อ หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickการป้องกันการติดเชื้อแล้วเกิดแผลแยกโดยการฉีดยาปฏิชีวนะก่อนการผ่าตัด และการรับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบหลังการผ่าตัดเป็นสิ่งสําคัญ เนื่องจากแผลผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด อยู่บริเวณที่ใกล้ทางเดินปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งมีแบคทีเรียชนิดต่างๆที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อของแผลผ่าตัดได้
  • bullet_tickการติดเชื้อหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด เป็นเหตุสุดวิสัยที่พบได้ มักเกิดในกรณีที่ผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามคําแนะนําหรือปฏิบัติตามคําแนะนําไม่ถูกต้อง และในผู้ป่วยที่มีโรคประจําตัว เช่น โรคเบาหวาน รวมทั้งในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้ออยู่ในช่องคลอดก่อนการผ่าตัดอยู่แล้ว กรณีผู้ป่วยมีไข้สูงไม่ทราบสาเหตุและมีอาการปวดที่แผลผ่าตัด ร่วมกับมีอาการบวมแดงที่แผลผ่าตัด กรุณาโทรติดต่อโรงพยาบาลทันที เพื่อขอรับคำแนะนำ หรือกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจแผลผ่าตัด ซึ่งในกรณีมีการติดเชื้อเกิดขึ้น ผู้ป่วยต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมและต้องเสียค่าใช้จ่าย (เฉพาะค่ายา) ตามจริง 

5) มีตกขาวมากและนานผิดปกติ หรือเกิดเชื้อราภายในช่องคลอด หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด อาจมีตกขาวสีเหลืองเข้ม, ตกขาวมีสีคล้ายหนองนาน 6-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยโปรดไม่ต้องกังวลใจ เนื่องจากภายในช่องคลอดจะเต็มไปด้วยสารคัดหลั่งในช่องคลอดและแบคทีเรียต่างๆ ทําให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อที่ผ่าตัดและไหมที่เย็บที่เย็บแผลผ่าตัดในช่องคลอด ทั้งนี้ต้องใช้เวลานาน 6-8 สัปดาห์แผลที่ผ่าตัดจึงจะติดดีและไหมจะละลายหมด ซึ่งเมื่อไหมที่เย็บแผลผ่าตัดละลายหมดและแผลผ่าตัดหายดีแล้ว อาการดังกล่าวจะหายเป็นปกติ ยกเว้นในกรณีที่ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ผู้ป่วยอาจต้องได้รับยารับประทานเพิ่มเติมและต้องเสียค่าใช้จ่าย (ค่ายา) ตามจริง
  • bullet_tickผู้ป่วยอาจมีตกขาวสีขาวปนเขียว หรือมีอาการตกขาวคันในช่องคลอดมากกว่าปกติหลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด เนื่องจากเชื้อราภายในช่องคลอด ซึ่งเกิดตามหลังการรับประทานยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้โดยทั่วไปแพทย์จะจัดยาฆ่าเชื้อราให้รับประทาน หลังหยุดยาปฏิชีวนะ 1 สัปดาห์ หรือให้ยาเหน็บช่องคลอดฆ่าเชื้อรา เมื่อแผลผ่าตัดหายดีแล้วคือหลังการผ่าตัด 6-8 สัปดาห์

6) การเกิดรูรั่วระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับช่องคลอด หรือเกิดรูรั่วระหว่างลําไส้กับช่องคลอด หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tick เป็นภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสพบได้น้อยมาก อาการที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ มีไข้, เกิดติดเชื้อในกระแสเลือด, มีหนองไหลออกจากช่องคลอด, มีอุจจาระหรือปัสสาวะไหลออกทางช่องคลอด ทางทฤษฎีถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ซึ่งจําเป็นต้องทําผ่าตัดใหญ่ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีสารคัดหลั่งมีกลิ่นคล้ายปัสสาวะหรืออุจจาระจากช่องคลอด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

7) การผ่าตัดมีผลคลาดเคลื่อน หลังการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด

  • bullet_tickการผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด มีข้อจำกัดและไม่สามารถรับประกันผลหรือความพึงพอใจในผู้ป่วยแต่ละคนได้ทั้งหมด เนื่องจากผลการผ่าตัดส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานเดิมของผู้ป่วย ได้แก่ กรณีมีภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนมาก เนื่องจากมีบุตรหลายคน และนอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของผู้ป่วย เพราะโรคประจำตัวบางชนิดส่งผลต่อกระบวนการหายของแผลผ่าตัด รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับการดูแลแผลผ่าตัดที่ถูกต้องของผู้ป่วย ในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้วเกิดแผลแยกหลังการผ่าตัด 
  • bullet_tickอย่างไรก็ตามทั้งนี้อาจจะเกิดจากสาเหตุใดๆก็ตาม ที่ทําให้การผ่าตัดตกแต่งด้านหน้าและด้านหลังช่องคลอด มีผลคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น หรือกรณีเป็นความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดแก้ไข เนื่องจากไม่พึงพอใจผลการผ่าตัดก็อาจทำได้ โดยการพิจารณาตามความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยและแพทย์ควรจะปรึกษาร่วมกัน ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดแก้ไขต่อเนื่องภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังการผ่าตัด โดยเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ายา, ค่าห้องและค่าใช้จ่ายทางวิสัญญีตามจริง